พาส่องขุมทรัพย์ บัวขาว ครองที่ 100 ไร่ ขึ้นแท่นเป็นผู้บริหาร

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งคนที่ประสบความสำเร็จจากอาชีพการเป็นนักมวย สำหรับนักชกมหาชนขวัญใจชาวไทย บัวขาว บัญชาเมฆ สร้างชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายจนสามารถเปิดค่ายมวยเองได้ที่กรุงเทพมหานคร ก่อนที่จะย้ายไปเปิดและทำอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่จ.เชียงใหม่ วันนี้เราจะพาทุกคนไปชมขุมทรัพย์ของบัวขาวที่เชียงใหม่กันค่ะ ว่าที่ผู้บริหารเต็มตัว

หลังจากที่ “ค่ายบัญชาเมฆ” ของ “ดำดอทคอม” บัวขาว บัญชาเมฆ นักชกมหาชนขวัญใจชาวไทย ที่กรุงเทพฯได้ปิดตัวลงไปเมื่อเดือนเมษายน ปี 2561 เนื่องจากหมดสัญญๅกับเจ้าของที่ และไม่สามารถรองรับปริมาณของลูกค้าทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติที่เข้ามาฝึกมวยไทยเป็นจำนวนมาก ทำให้ตัดสินใจย้ายที่ตั้งค่ายมวยแห่งใหม่ไปตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่

โดยสถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติบนเนื้อที่กว่า 100 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านเป้า อำเภอเเม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ ประมาณ 50 กิโลเมตร ซึ่งอาณาจักรแห่งใหม่นี้มีชื่อว่า “บัวขาว วิลเลจ” ที่ต้องบอกว่ามีการบริการที่ครบครันมากกว่าเดิมทั้ง ค่ายมวย, ร้านอาหาร และ รีสอร์ท จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของนักเดินทาง

ไม่ว่าจะเป็นการไปท่องเที่ยว และเดินทางเข้าพักผ่อน สำหรับ “บัวขาว วิลเลจ” แบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 โซน คือ ร้านอาหาร, ค่ายมวย และห้องพัก โดยส่วนของสถานที่พักผ่อนของเหล่านักเดินทางมีทั้งในส่วนของร้านอาหาร และร้านกาแฟ ที่แฟนๆ สามารถแวะเข้าไปถ่ายรูปกับบรรยากาศสวยๆ รายล้อมไปด้วยภูเขา, ท้องนา, ไร่สวน เรียกว่าท่ามกลางธรรมชาติสุดๆ

รวมถึงมีร้านจำหน่ายของที่ระลึกด้วย เปิดทำการ อังคาร – อาทิตย์ เวลา 8.30 – 18.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์) ขณะที่รีสอร์ทที่พัก จะมีทั้งหมด 10 หลัง ซึ่งเปิดให้ผู้เข้าพักได้อาศัยแบบวิถีชนบท เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น และศึกษาเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ แบบพอเพียง ตั้งแต่ขั้นตอนการทำไร่, ทำนา

และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งสามารถนำผัก และไข่ที่ได้จากในฟาร์มมาทำอาหารทานได้เอง ในส่วนของสถานที่ฝึกซ้อมมวยแห่งใหม่ภายใต้ชื่อ “ค่ายมวยบัญชาเมฆ” หลังเข้ารับราชการมานานถึง 8 ปี ซึ่งเดิมทีเจ้าตัวมีตำแหน่งทางทหารเป็นนายทหารสัญญาบัตรยศร้อยตรี แต่ล่าสุดได้เลื่อนยศเป็นยศร้อยโทแล้ว ซึ่งการเลื่อนยศทหารในแต่ละครั้งก็มีผลถึงอัตราเงินเดือนด้วยเช่นกัน ซึ่งมีอัตราเงินเดือนที่แบ่งตามขั้นสูงถึง 38,750 บาท

แต่ยังได้รับจากด้านอื่นๆมาอีกมากมาย ไม่ใช่แค่ชกมวย ทั้งยังมีธุรกิจและไร่นาที่ตนนั้นกลับบ้านเกิดทำตลอด